แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การถ่ายรูป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การถ่ายรูป แสดงบทความทั้งหมด

21 พ.ย. 2557

จบหลังกล้องหรือหน้าคอมฯ

จำได้ว่าเริ่มจับกล้องถ่ายรูปแบบจริงๆ จังๆ ด้วย SLR ครั้งแรกเมื่อปี 2546 ด้วยกล้อง FM2n มือสองซื้อมาราคา 13,000 บาท ถือว่าได้ในราคาไม่ถูกนัก แต่สมัยนั้นกล้อง Manual ที่เป็นกลไกลที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว ถ่ายด้วยฟิล์มทั้งสี ขาวดำ และสไลด์ ตามประสามือใหม่หัดถ่าย

ยุคนั้นกล้องดิจิตอลยังเป็นเรื่องขบขัน ยังไงก็สู้ฟิล์มสไลด์ไม่ได้ แต่การนำเข้าคอมพิวเตอร์สมัยนั้นก็ยากพอควร ต้องสแกนรูปก่อน หรือจะให้ดีต้องสแกนฟิล์ม สแกนสไลด์ แล้วนำมาแสดงในเว็บบอร์ด

ต่อมาอีกสองปี กล้องดิจิตอลเริ่มเป็นที่นิยม ถ่ายแล้วนำไปใช้ในคอมพิวเตอร์ได้ทันที ผู้เขียนเองก็ซื้อ Kodak คอมแพคดิจิตอลมาใช้เหมือนกัน สนุกสนานกับการถ่ายภาพ และนำมาลงคอมพิวเตอร์พอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็น DSLR หรือ SLR ยังคงเป็นกล้องในใจของผู้เขียนและนักถ่ายภาพอีกหลายคนเสมอ

การถ่ายภาพในยุคแรกนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ ฝีมือในการวัดแสง การปรับโฟกัส และสุดท้ายฝากความหวังกับการล้างอัดภาพอีกครั้งหนึ่ง

ความคุ้นเคยของคนถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มจึงเป็นการถ่ายและจบในกระบวนการเดียว คิด ปรับแต่ง สร้างมุมมอง แล้วถ่าย จบแล้วจบเลย จะดีหรือไม่ก็ต้องรอลุ้นตอนไปล้างและอัด กระบวนการนี้คือ จบหลังกล้องของแท้ ที่หลายคนในปัจจุบันยังยึดติด ยึดมั่นถือมั่น และนำมาพูด แสดงความคิดเห็นต่อๆ กันมา และที่น่าขำคือ คนรุ่นใหม่ไม่เคยจับกล้องฟิล์มมาก่อนยังใช้คำว่า "จบหลังกล้อง" เพื่ออวดว่าตนมีฝีมือ ทั้งที่ปัจจุบัน คือ ยุคดิจิตอล เป็นยุคที่อำนาจอยู่หน้าจอ ไม่ใช่หลังกล้องอีกต่อไป...

ปัจจุบันกล้อง DSLR ทำได้ดีจนทำให้กล้องฟิล์มล้มหายตายจากวงการอย่างถาวร ความสามารถที่สูงขึ้น จนทำให้คนใช้สามารถถ่ายภาพดีๆ สวยๆ ออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ่ายแล้วกดดูภาพได้ทันที ไม่พอใจก็ลบทิ้งและถ่ายใหม่ มีโอกาสแก้ไขได้ตามต้องการ

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้และมีโอกาสในการถ่ายภาพได้อย่างใจคิดเสมอไป เพราะการถ่ายภาพ คือ เงื่อนไขของ แสง จังหวะ เวลา และโอกาส สิ่งเหล่านี้ต้องลงตัว ต้องพอดีในเวลา จังหวะที่เหมาะสม แต่การจัด แสง ให้เข้ากับ องค์ประกอบ ในจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม โดยมีเงื่อนไขเวลาที่จำกัดเข้ามาเป็นตัวแปรอีก ทำให้โอกาสการได้ภาพตามที่ต้องการยากมาก

ดังนั้นการแก้ไข ตกแต่งภาพจากคอมพิวเตอร์จึงเป็นทางเลือกที่จะนำมาแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะมีสำหรับการแก้ไขภาพเท่านั้น ช่างภาพสามารถนำมาเพิ่มเติมปรับปรุง ภาพให้ดูดี โดดเด่นตามที่ตนเองต้องการได้

โปรแกรมที่ง่ายที่สุดอยากแนะนำ คือ Adobe Camera RAW เป็นโปรแกรมที่มาพร้อมกับ Photoshop ที่เรียบง่าย ใช้ง่ายได้ง่าย แต่หลังๆ ไม่ได้รับความสำคัญจาก Adobe สักเท่าใด เพราะถูกผลักดันให้ไปใช้ Adobe Light-room แทน

อย่างภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ ภาพก่อนทำก็เป็นภาพที่ถ่ายธรรมดาทั่วไป แต่ดูจากภาพแล้ว เด็กที่อยู่ฉากหลังไม่ครบ ภาพที่ได้เด็กครบ เด็กน้อยที่อยู่ด้านหน้าก็แสดงสีหน้าไม่สวยงาม ครั้งจะให้ทั้งสองอยู่ในจังหวะพอดีก็ยากเหลือเกิน ตามรูปแบบการถ่ายภาพเด็ก ประกอบกับอยากได้ภาพเด็กในมุมมองคล้ายการจัดแสง ก็ต้องพึ่งพาการตกแต่งใน ACR นี่แหละ

วิธีการก็ปรับเพิ่มเงา (Shadow) และ สีดำ (Back) ให้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ฉากหลังเป็นสีดำได้ และมีเสื้อและสีอื่นๆ แทรกเข้ามา ก็ต้องปรับลดสี ใช้แปรงลบภาพส่วนเกินออก

สุดท้ายใช้ Oval เพื่อปรับภายนอกวงกลมให้มืดลงอีก และวางจุดศูนย์กลางไว้ตรงแก้มเด็ก พร้อมปรับวงรีให้เอียงตามทิศทางของแสง เพื่อเน้นทิศทางแสงมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ปรับใน ACR เท่านั้นไม่ได้ปรับต่อใน Photoshop เลย โปรแกรมนี้สามารถส่งออกเป็นไฟล์ JPG และปรับขนาดตามต้องการได้ หรือจะส่งต่อไปยัง Photoshop อีกทีเพื่อแต่งภาพเพิ่มเติมก็ได้

วิธีการปรับแต่งนี้เหมือนการปรับแต่งใน LR เพียงแต่หน้าจอง่ายๆ ไม่ซับซ้อน



จากตัวอย่างง่ายๆ นี้จะเห็นได้ว่า การปรับแต่งภาพให้เป็นไปตามความต้องการของเรา เป็นการสร้างรูปภาพที่มีความแตกต่าง โดดเด่นจากภาพธรรมดา มากยิ่งขึ้น สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าเป็นการสร้างโอกาสในการได้ภาพมากกว่า จึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้เขียนจะเลือกถ่ายภาพด้วย RAW ไฟล์ แล้วแต่งภาพ ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมภายหลัง เพราะมันทำได้อย่างที่เราต้องการ...

สำหรับตากล้องมือใหม่ ก่อนที่จะกล่าวว่า จบหลังกล้องดีกว่าจบหน้าคอมฯ นั้นก็ควรพิจารณาให้ดี และเปิดใจให้กว้าง จริงอยู่การวัดแสงปรับแสง ปรับอุปกรณ์ให้ดี จัดองค์ประกอบ ถ่ายภาพให้ดีแต่แรกนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าได้การปรับแต่งในคอมพิวเตอร์ช่วยอีกแรงหนึ่ง ก็คงเหมือน เสือติดปีก ที่ทำให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดนั่นเอง...

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนเลือกจบหน้าคอมฯ มากกว่าจะจบหลังกล้องเพียงอย่างเดียว...  สวัสดีครับ


ตัวอย่างด้านล่างนี้ จบหน้าคอมฯ ทุกภาพครับ...





31 พ.ค. 2555

ความรู้สึกเกี่ยวกับการถ่ายภาพ...

มีคนเคยถามว่าถ่ายรูปนานหรือยัง ถ้านับตั้งแต่จับกล้องมาใส่ฟิล์มแล้วกดถ่ายเพื่อเผาผลาญเงินในกระเป๋าก็เริ่มมานานแล้ว ครั้งแรกถ่ายรูปก็ปี 2528 ด้วยกล้อง Agfa ฟิล์ม 110 ถ่ายประมาณ 7-8 ม้วน ก็ต้องเลิก เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก ซื้อกล้องมาราคา 250 บาท แต่ค่าฟิล์ม 70 บาท ค่าล้าง 30 ค่าอัดใบละ 5 บาท ม้วนหนึ่งได้ 24-25 ภาพ จะล้างอัดภาพทีก็เข้าในเมืองเป็นวันส่งอัดตอนเช้าเย็น ๆ 3-4 โมงเย็นก็ไปรอรับได้แล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ 3-400 บาท ถ่ายไปสักพักก็ต้องเลิกล้มเพราะหมดเงินไปหลายพันบาท ก็เป็นประสบการณ์ทำให้เด็กรุ่นอายุ 12-13 ได้มีโอกาสสัมผัสกับกล้อง และอยากถ่ายรูปอยู่ตลอดก็คิดเสมอจะหาโอกาสถ่ายรูปแบบจริงจังบ้าง


14 ก.พ. 2555

ถ่ายรูปใช้แฟลชต้องทำอย่างไร

คำถามแรกสำหรับคนที่ซื้อแฟลชนอกมาใช้มักจะสับสนว่าจะถ่ายอย่างไรวัดแสงอย่างไร เป็นคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบหรือได้คำตอบที่หลากหลายมาก บทความนี้จึงเป็นการนำเอาประสบการณ์มาร่วมแสดงเผื่อมือใหม่ทั้งหลายจะเข้าใจ

การถ่ายด้วยแฟลชนอกจะมีสองอย่างคือ ยิงแฟลชตรง กับ ยิงแฟลชสะท้อน (Bounce) ความแตกต่างทั้งสองแบบก็ไม่มากสักเท่าไรหากเข้าใจหลักการของทำงานของแฟลชเสียก่อน

TTL คืออะไร?
TTL (Through The Lens) คือการวัดแสงเพื่อควบคุมปริมาณแสงแฟลชผ่านทางเลนส์ ปัจจุบันของ Canon เป็น E-TTL-II (Evaluate Through The Lens) โดยหลักการทำงานของแฟลชจะมีการตรวจสอบความเร็วชัตเตอร์ ISO และการเปิดหน้าเลนส์แล้วตรวจสอบว่าจะกำหนดให้แฟลชทำงานเพื่อชดเชยแสงที่ปรับไว้ขนาดไหน โดยการทำงานจะมีการคำนวนคร่าว ๆ ก่อนเมื่อเรากดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง แต่ขณะที่กดถ่ายรูปและแฟลชทำงานก็จะมีการวัดแสงและชดเชยในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เรียกได้ว่าในช่วงเสี้ยวหนึ่งของนาทีเลยก็ว่าได้ ส่วนรายละเอียดลึก ๆ จะค้นหาและนำมากล่าวถึงทีหลัง

3 ก.พ. 2555

วัดแสงกันตรงไหน... อย่างไร

(บทความยังไม่สมบูรณ์ขาดข้อมูลเพิ่มเติมและรูปภาพประกอบจะมาเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง)
แรก ๆ ใช้กล้อง FM2N ตอนไปซื้อเจ้าของร้านบอกว่า น้องเล็งไปที่แบบที่เราจะถ่าย กดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ปรับค่า f และ s ให้แสงในช่องมันตรงขีด 0 แล้วก็กดถ่ายได้เลย ถ้าใช้แฟลชก็ตั้งความเร็วไปที่ 1/125s เปิด f/5.6 ใช้ฟิล์ม ISO 400 ถ่ายได้เลย...

ม้วนแรกใช้ ISO 400 ก่อนประเดิมเพราะกลัวว่าถ่ายในที่ร่มแล้วแสงจะไม่พอ ถ่ายไปอยากให้หมดเร็ว ๆ จะได้ไปอัดรูป คิดว่า 36 ภาพเบลอ ๆ มืด ๆ สว่าง ๆ ต้องมาแน่ ๆ ขอให้ได้ภาพดี ๆ สัก 20 ก็โอเคแล้ว

อัดภาพออกมาได้ 37 ภาพใช้ได้หมด โห... ดีใจสุด ๆ นี่ม้วนแรก ถ่าย SLR ครั้งแรก กล้องมือสองไม่รู้ว่าจะเสียหรือเปล่า... กำลังใจมาเต็มเปี่ยม

ต่อมาก็ซื้อหนังสือเรื่องการถ่ายภาพ ใคร ๆ ก็คุยกันเรื่องวัดแสง ๆ ๆ ๆ ใช้ระบบเฉพาะจุด บ้างเฉลี่ยหนักกลาง เฉลี่ยทั้งภาพ เมทริกซ์ Patient บ้าง ไม่ค่อยเข้าใจก็เก็บเล็กผสมน้อยไป แต่กล้องของเรามีเฉลี่ยหนักกลางเพียงอย่างเดียว การวัดแสงตอนนั้นก็ไม่มาก ให้ตรงเลข 0 ให้มากที่สุด + บ้าง - บ้าง ก็ปน ๆ กันไป แต่อัดภาพดีเกือบหมด (ที่ไหนได้ร้านเพิ่มแสงลดแสงให้ตอนอัด)

พอมาใช้ Digital SLRs แล้วก็เริ่มสนุกกับการวัดแสง เพราะใช้ EOS-400D ก็มีระบบวัดแสงให้ตั้ง 3 แบบ ก็มากกว่า FM2N ก็แล้วกัน แต่พอมาเจอ 50D การวัดแสงดีกว่ามากกว่า 400D ก็ยิ่งสนุกไปกันใหญ่

ใช้กล้องดิจิตอลครั้งแรกถ่ายจนกล้อง 400D พังเข้าโรงซ่อมไปสองสามรอบ การถ่ายภาพยังไม่มีการพิถีพิถันอะไรมากนัก วัดแสงหยาบ ๆ มากน้อยเดี๋ยวปรับในคอมฯ อีกที องค์ประกอบพอได้ ถ้าไม่ดีก็ตัดในคอมฯ อีกที กลายเป็นว่าถ่ายรูปแล้วถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์มันใช้ไม่ได้เลย ไม่มีสักภาพเลยที่ถ่ายแล้วไปส่งอัดภาพทันทีได้ ทำให้เริ่มคิดว่ากล้องมันดีขึ้นแต่เราแย่ลงหรือเปล่า

ในที่สุดก็เริ่มมาศึกษาอย่างจริงจังเรื่อง สี แสง-เงา และองค์ประกอบของภาพ โดยเริ่มจากการจัดองค์ประกอบและการวัดแสงก่อนอันดับแรก


หลายคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องละเอียดอ่อนขนาดนั้นวัดหยาบ ๆ แล้วก็ไปแต่งในคอมพิวเตอร์อยู่ดี ยุคนี้ยุคดิจิตอลแล้ว ก็ไม่เถียงนะครับ แต่ก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว ลองคิดดูว่าถ่ายภาพมาสัก 300 ภาพ มานั่งคัดภาพเหลือ 200 ภาพ ที่องค์ประกอบใช้ได้ อีก 100 ภาพต้องครอปและหมุนนิดหน่อย และ 300 ภาพต้องมานั่งปรับแสง ลดแสง ทำ Unsharp Marks อีกเพื่อช่วยแก้ไขภาพที่โฟกัสไม่ชัดอีกสัก 3-40 ภาพ ต้องลบบางส่วนที่เกิน ๆ ออกอีกสัก 2-30 ภาพ

คิด ๆ แล้วอยากเลิกถ่ายภาพครับ ถ่ายภาพวันหนึ่งเสียเวลาแต่งภาพอีก สองวัน รวมเป็นสามวันกว่าจะอัดรูปหรือเขียนลงแผ่นส่งให้เจ้าภาพ (อันนี้คุยเฉพาะงานบันทึกเหตุการณ์เช่นงานทำบุญเล็กน้อยนะครับ ถ้าเป็นงานแต่งคงต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ และเป็นการถ่ายภาพการกุศลเหมือนผู้เขียนไม่ใช่มือโปรที่รับเงินรับทองเป็นอาชีพ)

เดี๋ยวนี้ผู้เขียนเองถ่ายภาพแล้วสามารถเลือกรูปส่งให้เกือบจะทันที เพราะอะไรนะหรือ

เพราะหัดวัดแสง จัดองค์ประกอบ สื่อเรื่องราวตั้งแต่แรกก่อนกดชัตเตอร์ และเมื่อกดแล้วรีบเปิดดูและไม่ชัดหรือเสียไม่ลังเลที่จะลบทิ้งแล้วถ่ายใหม่

วัดแสงกันอย่างไร?
เป็นคำถามสำหรับมือใหม่ที่ถามกันเยอะมากว่าจะวัดแสงจากกล้องอย่างไร
ก่อนที่จะตอบวิธีการวัดลองมาทำความเข้าใจหลักการการวัดแสงของกล้องก่อนว่าเป็นอย่างไร

กล้องจะรับรู้แสงแล้วแปลงเป็นสีเทากลาง 18%

คำถามที่ตามมาทำไมต้องเป็นสีเทากลาง 18% จะ 20 30 ได้หรือไม่ คำตอบคือ การวัดแสงวัดจากแสงสะท้อน ซึ่งนักวิจัยก่อนที่จะผลิตระบบวัดแสงเขาวิเคราะห์แล้วว่าการสะท้อนแสงของวัตถุจะมีวัตถุที่สะท้อนแสงออกมาได้ 18% (หรือใกล้เคียง) อยู่มากมาย ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นแหล่งอ้างอิงในการวัดแสงได้

ก่อนที่จะลงลึกเรื่องวัดแสงแบบไหนเป็นอย่างไร ก็ต้องรู้ก่อนว่ากล้องอ่านค่าแสงแล้วปรับอย่างไร

กล้องจะเปิดรับแสงตามที่กำหนดโดยเลนส์ ความเร็วชัตเตอร์ ความไวแสง มาคำนวน โดยปรับให้เทียบกับค่าสีเทากลาง 18% โดยกล้องจะมองค่าแสง ไม่ได้มองสี ไม่ว่าสีแดง เหลือง น้ำเงิน จะมีค่าสะท้อนแสงในรูปแบบของตัวมันเอง เมื่อเทียบแสงให้เป็นสีเทาแล้วกล้องจะเทียบว่าแสงที่รับเป็นสีเทากลางหรือยัง ถ้าน้อยกว่าก็แสงผลให้เรารู้ว่าแสงไม่พอ เราก็ปรับเพิ่มด้วยการเปิดหน้าเลนส์ให้กว้างขึ้น หรือเพิ่มความไวแสง หรือลดความเร็วชัตเตอร์ลง ทำให้แสงเข้าไปพอดี

แต่ถ้าแสงเข้ามากไปคือมากกว่าสีเทากลายเป็นสีขาว กล้องก็แสดงให้เรารู้ว่าแสงมากภาพจะสว่างเกินเราต้องปรับลดให้แสงเข้าน้อย คือ เปิดหน้าเลนส์ให้แคบกว่าเก่า หรือเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ให้มากขึ้น หรือลดความไวแสงลง แสงก็จะเข้ามาพอดี

มีคำถามตามมาอีกว่าแล้วแสงที่ว่าพอดี มันพอดีจริงหรือ?
กล้องถ่ายรูปเป็นอุปกรณ์ไม่มีศักยภาพในการคิดเทียบเท่ากับคนเราได้ เมื่อเทียบเคียงโดยการคำนวณ ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ จากรูปแบบการวัดแสงรูปแบบหนึ่งจะไม่สามารถใช้กับการถ่ายรูปแบบทุกชนิด จึงต้องเรียนรู้ว่าจะใช้การวัดแสงแบบไหนกับการถ่ายรูปแบบไหน เช่น หากเราถ่ายรูปหวานใจอยู่ริมชายหาดโดยหันหลังให้ทะเลเพื่อเก็บบรรยากาศ วัดแสงแล้วกล้องบอกว่าพอดี แต่ถ่ายภาพแล้วนางแบบกลับหน้าดำมองไม่เห็นอะไรเลย นางแบบเลยพาลหาว่าเราถ่ายรูปไม่เป็น (จริง ๆ ก็ไม่เป็นนั่นแหละ) ทั้ง ๆ ที่กล้องบอกว่าแสงพอดีอยู่ขีดเลข 0 แล้ว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกล้องถูกหลอกให้วัดแสงเพี้ยนเพราะกล้องจะเอาค่าแสงทั้งหมดมาคำนวน แต่ไม่ได้มองที่หน้านางแบบเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเลือกวัดแสงต้องรู้อีกว่าจะใช้อะไรกับสถานการณ์ไหน

เหตุการณ์เดียวกันหากเลือกวัดแสงให้พอดีหน้านางแบบชัดแสงพอดี เห็นรายละเอียด แต่ท้องฟ้ากับทะเลดูแทบไม่ออกเพราะขาวโพลนไปหมดก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

และลองเข้าไปดูตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ก็เป็นที่ถกเถียงกันอีกว่า หากในรูปไม่มีอะไรเป็นสีเทากลางให้วัดแสงได้เลยจะวัดที่มืดหรือที่สว่าง (วัดที่สีดำหรือสีขาวดี) คำตอบที่ได้ก็มีทั้งขาวและดำ เถียงกันอุตลุด

สรุปแล้วก็วัดได้ทั้งสองสีนั่นแหละครับ หากรู้ว่าวัดแล้วต้องชดเชยแสงขนาดไหน สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ครับ

ทีนี้ลองแบบง่าย ๆ สำหรับการวัดแสง
เลือกการวัดแสงสักรูปแบบหนึ่ง เอาเป็นว่าวัดแบบ Partient  (Nikon ไปเทียบเอาเองนะ) เป็นการวัดแสงประมาณ 8-9% ตรงกลางภาพก็วง ๆ ตรงกลางนั่นแหละ จะเป็นจุดวัด ชี้ไปทางไหน กดมิเตอร์ลงครึ่งหนึ่งก็จะเห็นว่าระดับขีดมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะมันเอาค่าแสงเฉพาะที่ตรงกลางบริเวณประมาณ 8-9% มาคำนวนและบอกค่าแสงเรา

แต่เราจะวัดตรงไหน ก็วัดตรงที่เป็นสีเทากลางนั่นแหละ แล้วถ้าไม่มีล่ะ ก็หาเอา ถ้าไม่ได้ก็สว่างหรือมืดก็เลือกเอาตามใจ...

ถ้าวัดจากสีเทากลาง หรือ สีเขียวที่ไม่สว่างก็ตรงขีดกลางหรือเลข 0 ถือว่าพอดี แต่ถ้าสิ่งที่เราวัดเป็นสีดำ ก็ต้องชดเชยแสงมาทางลบหรือปรับอันเตอร์ 1-2 stop คือกล้องมันจะปรับให้สีดำเป็นสีเทา เราต้องลดการรับแสงลงให้กล้องจับภาพเป็นสีดำ

กลับกันถ้าวัดส่วนที่เป็นสีขาว กล้องก็มองสีขาวเป็นสีเทา ทำให้ภาพนั้นสีออกมาเทาๆ หรือช่างภาพเรียกว่า ตุ่นๆ เราต้องบอกให้กล้องเพิ่มการรับแสงเข้าไปอีก 1-2 stop สีขาวก็จะขาวขึ้นมา

แค่นี้แหละหลักการการวัดแสง แต่ต้องเลือกโหมดและเข้าใจก่อนว่ากล้องใช้การวัดแบบไหน...

27 ม.ค. 2555

การถ่ายรูปเบื้องต้น: แสง-สี กับการถ่ายรูป

หลักการถ่ายรูปเราทราบกันดีแล้วว่าเป็นการบันทึกค่าของ แสงและสี ที่ตกกระทบเซ็นเซอร์ (สมัยก่อนก็ตกกระทบกับฟิล์มถ่ายรูป) โดยเซ็นเซอร์จะเก็บค่าของสี 3 สีคือ RGB (แดง เขียว น้ำเงิน) ส่วนแสงนั้นก็เกิดจากการผสมของสีทั้งสาม มีค่าหนักเบา (Value) ต่าง ๆ กันทำให้เกิดความเข้มของแสง

บทความก่อนทำให้เราทราบว่าสายตามนุษย์มีการรับรู้เรื่องของสีและความเข้มแสงแยกออกจากกัน ทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะแสง-เงาและสีได้ดีกว่ากล้องเป็นไหนๆ

แสงที่ใช้ในการถ่ายรูปมีสองแบบคือ แสงธรรมชาติ และแสงประดิษฐ์ (โดยเลียนแบบแสงธรรมชาติ) แสงธรรมชาติก็มาจากแหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ โดยแต่ละวันก็จะเปลี่ยนแปลง แตกต่างกันไป ตามการหมุนเวียนและฝุ่นละออง เมฆฝนตามผิวโลก

การถ่ายรูปแต่ละครั้งผู้ถ่ายต้องอาศัยแสงตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งโอกาสในการถ่ายรูปด้วยแสงธรรมชาติก็ไม่สามารถพบเห็นบ่อย ๆ มนุษย์จึงต้องอาศัยแสงประดิษฐ์เพื่อส่องสว่างแทน แสงที่ได้ก็แตกต่างกันไป ผู้ถ่ายจำต้องเรียนรู้ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าแสงแต่ละแบบมีผลต่อภาพถ่ายอย่างไร

29 ธ.ค. 2554

การถ่ายภาพเบื้องต้น: การทำงานของกล้องถ่ายรูป

กล้องถ่ายรูปจะมีหลักการทำงานคล้าย ๆ กัน โดยจะรับแสงผ่านเลนส์ไปยังเซ็นเซอร์เพื่อบันทึกค่าแสงและแปลงมาเป็นภาพภายหลัง หากแสงจากธรรมชาติน้อยเกินไป ก็มีการชดเชยแสงหรือไม่ก็ใช้แสงประดิษฐ์เพื่อช่วย เช่น แฟลช เป็นต้น

ภายในกล้องก็จะมีอุปกรณ์ในการตรวจสอบวัดแสงกำหนดค่าต่าง ๆ มากม่าย รูปที่ลงนี้เป็นภาพโครงสร้างโดยรวม จะหาคำอธิบายภายหลังลองทำความเข้าใจไปก่อนนะครับ


โครงสร้างกล้องถ่ายรูป Canon


26 ธ.ค. 2554

การถ่ายภาพเบื้องต้น: รู้จัก DOF, Depth Of Field และ Hyperfocal distance

ผู้ที่เริ่มถ่ายภาพแรก ๆ มักจะตื่นเต้นกับการได้ภาพโดยไม่สนใจองค์ประกอบ การจัดภาพให้สวยงาม มักจะใช้ Subject Mode นับตั้งแต่ Full Auto ไปจนถึงการกำหนดรูปแบบการถ่ายด้วยกล้องไม่ว่าจะเป็น ถ่ายรูปวิว คน กลางคืน ภาพกีฬาเป็นต้น จากนั้นก็ขยับมาที่ Mode Semi-manual เริ่มจากโหมด P เห็นโหมด Auto ที่สามารถปรับค่าได้ ไปจนถึงปรับค่า Aperture, และความเร็วชัตเตอร์เอง สุดท้ายก็ขยับไปที่ Mode Manual ที่ปรับเองทุกอย่าง แม้กระทั่งระบบการโฟกัส

แรก ๆ ก็สนุกกับการได้ภาพแต่พอนาน ๆ เข้าก็เริ่มรู้สึกจะคล่องตัวและไม่พอใจกับรูปแบการถ่ายรูปเดิม ๆ เสียแล้ว ก็จะปรับโน่นแต่งนี่ และมองหาสิ่งดี ๆ โดยเฉพาะได้รับแรงจูงใจจากภาพที่คนอื่นถ่าย พอมาถ่ายวัตถุหรือบุคคลก็เริ่มจะมองหาสิ่งแปลกใหม่ โดยเฉพาะภาพบุคคลจะเน้นการละลายฉากหลังเพื่อให้รกจนแย่งความโดดเด่นไปจากตัวแบบ ก็เริ่มมองเรื่องเลนส์ สอบถามไปตามผู้มีประสบการณ์ก็บอกว่าให้ใช้เลนส์ทีมี f กว้าง ๆ จะทำให้ได้ภาพเบลอ ส่วนใหญ่ก็แนะนำให้ใช้ 50mm f/1.8

มือใหม่ทั้งหลายเมื่อกระโดดเข้ามาเล่นเลนส์ fixed ขนาด 50mm f/1.8 ก็เพื่อหวังจะได้ค่า f กว้าง ๆ เพื่อละลายฉากหลัง แต่เมื่อถ่ายแล้วก็มักจะไม่ค่อยสมหวังนักเพราะภาพขาดความคมชัด เรียกได้ว่าเบลอสมใจทั้งฉากหลังและวัตถุ

การถ่ายภาพเบื้องต้น: กฎ Sunny 16

ปกติแล้วกล้องรุ่นใหม่ ๆ จะมีอุปกรณ์วัดแสงในตัวและมีประสิทธิภาพมาก สามารถกำหนดวิธีการวัดหลาย ๆ แบบ แต่สำหรับตากล้องรุ่นเก่า ๆ (รุ่นใหม่ที่สนใจก็รู้) จะทราบกันดีว่าการคาดคะเนแสงจากธรรมชาติด้วยวิธีการง่าย ๆ โดยขนาดแสงปริมาณนี้จะใช้ค่า f เท่าใด เรียกว่า กฎ Sunny 16
sunny 16 rule. A simple exposure guideline stating that, in
bright daylight and with the aperture set at f/16, a correct exposure
can be made by setting the shutter speed to the nearest
inverse of the ISO (for example, at ISO 100 the shutter would
be set to 1/125 second).
โดยเริ่มจากการกำหนด ISO 100 และ ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/100 แล้วจะได้ค่า f อยู่ที่ f/16 สำหรับถ่ายรูปกลางแจ้งที่มีแดดแรงจัด และถ้าสภาพแสงลดน้อยน้อยลงก็ปรับหน้าเลนส์ลดลงตามไปด้วย

สำหรับความเร็วชัตเตอร์ 1/100s ในกล้องรุ่นเก่า ๆ จะไม่มีก็จะใช้ 1/125s แทน ซึ่งผลไม่แตกต่างกันมากนัก

การถ่ายภาพเบื้องต้น: ความสัมพันธ์ระหว่าง Aperure และ ISO

คราวก่อนได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Aperture และ Shutter Speed หรือการเปิดหน้าเลนส์กับความเร็วของม่านชัตเตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้จะมากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Aperture และ ISO โดยกำหนดให้ความเร็วชัตเตอร์คงที่ที่ 1/250s ซึ่งเป็นความเร็วที่สามารถถือกล้องด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องกลัวภาพเบลอ (Motion Blure)

เราทราบกันแล้วว่าหน้าเลนส์ (Aperture) เมื่อเปิดกว้างมากทำให้แสงตกกระทบมากขึ้น และความเร็วชัตเตอร์ยิ่งมากก็เปิดให้แสงผ่านไปตกกระทบได้น้อยยิ่งขึ้น

ทีนีมาดูว่า ISO เกี่ยวข้องอย่างไร และทราบกันแล้วว่า ISO คือ ค่าความไวต่อแสงของเซ็นเซอร์ตามมาตรฐาน ISO โดยความไวปกติอยู่ที่ 100-200 และถ้ามากกว่านี้คือความไวต่อแสงสูง โดยหลักการแล้วค่า ISO ยิ่งสูงจะทำให้เซ็นเซอร์มีความไวต่อการรับแสงมากขึ้น นั่นหมายความว่าปริมาณแสงเท่าเดิมแต่เมื่อเพิ่ม ISO ขึ้นจะทำให้มีความสว่างเพิ่มมากขึ้น และยิ่งมากเท่าใดความสว่างก็มากขึ้นไปตามลำดับ

แต่ปัญหาที่ตามมาของ ISO ที่สูง ๆ คือ ทำให้เกิดสัญญานรบกวน (Noises) จะเกิดขึ้นในส่วนที่มืดของภาพหรือสีเข้มมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังทำให้คุณภาพของไฟล์ลดลง แต่ข้อดีคือ การกำหนด ISO สูง ๆ จะทำให้สามารถกำหนด f/stop ได้แคบลง หรือ Shutter Speed ได้เร็วมากขึ้น


การถ่ายภาพเบื้องต้น: ความสัมพันธ์ระหว่าง Aperture และ Shutter Speed

ตอนที่แล้วได้แนะนำเรื่อง Aperture และ Shutter Speed ไปแล้ว สำหรับตอนนี้จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Aperture และ Shutter Speed ซึ่งมีผลต่อการรับแสงของกล้อง (Exposure)

Aperture รู้จักกันดีคือการเปิดหน้ากล้องมีหน่วยวัดเป็น f/stop หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า f... เช่น f2, f4 (จริง ๆ ต้องเขียนเป็น f/2, f/4)

ส่วน Shutter Speed ก็แปลตรงตัวว่า ความเร็วชัตเตอร์ หน่วยวัดเป็น 1/วินาที เช่น 1/125s, 1/250s แต่เรามักจะเรียกย่อ ๆ ว่า ความเร็วชัตเตอร์ 125, 250 โดยละตัวเลขเศษส่วนวินาทีไว้

การเปลี่ยนแปลงความเร็วชัตเตอร์กับหน้ากล้องย่อมส่งผลต่อการรับแสงของกล้องทางใดทางหนึ่ง คือ

เมื่อเปลี่ยนขนาดของ Aperture จะมองว่าแคบหรือกว้างเพื่อเปิดแสงเข้า โดยตัวเลขยิ่งมากจะยิ่งเปิดหน้าเลนส์แคบลงไปมาก (อย่าลืมว่าตัวเลขนั้นจะเป็นตัวหารพื้นที่วงกลมที่จะเปิดให้แสงผ่าน) ทำให้แสงตกกระทบยิ่งน้อยตามภาพที่ได้จะมืด แต่ถ้าเปิดกว้างมากโดยตัวเลขจะน้อยลงจะทำให้แสงตกกระทบยิ่งมากขึ้นทำให้ภาพสว่างมากขึ้น

ส่วนความเร็วชัตเตอร์จะเป็นตัวกำหนดเวลาให้แสงเข้าไปตกกระทบที่เซ็นเซอร์ โดยตัวเลขยิ่งมากจะทำให้ความไวชัตเตอร์ยิ่งมากตาม ส่งผลให้แสงตกกระทบน้อยลงทำให้ภาพมืด (ตัวเลขเป็นตัวหารเวลาใน 1 วินาที) และถ้าตัวเลขยิ่งน้อยจะทำให้ม่านชัตเตอร์เปิดและปิดช้าลง จะทำให้แสงตกกระทบได้มากขึ้นทำให้ภาพสว่าง

ภาพแสดงความสัมพันธ์ของหน้าเลนส์กับความเร็วชัตเตอร์จะเป็นอัตราส่วนผกผันกัน 1:1

จากรูปตัวอย่างจะเห็นว่าการเปิดหน้ากล้องกว้างจะทำให้ต้องใช้ความเร็วม่านชัตเตอร์ให้สูงเพื่อกำหนดให้แสงตกกระทบได้น้อยพอดี และถ้าลดหน้าเลนส์ให้แคบลง ต้องปรับเพิ่มเวลาให้มากขึ้น
ถ้าแสงเข้าได้มากก็ลดเวลารับแสงให้น้อยลง
ถ้าแสงเข้าได้น้อยก็เพิ่มเวลารับแสงให้มากขึ้น
แต่การเปิดให้แสงเข้ามากน้อยต้องสัมพันธ์กับความสามารถทางกายภาพของอุปกรณ์ด้วย เช่น ถ้าเราเปิดหน้ากล้องให้กว้างมาก ๆ แสงเข้ามาได้มาก แต่ก็มีผลกระทบคือ แสงจะฟุ้งกระจาย ทำให้ความคมชดลดน้อยลง และเกิดระยะชัดแคบลง (ชัดตื้น) และกลับกันถ้าต้องการให้แสงเข้ามากโดยเพิ่มระยะเวลาเปิดรับแสงนานเข้าจะทำให้ความไวชัตเตอร์ลดลงจนถึงระดับหนึ่งซึ่งต่ำมากจะทำให้ภาพขาดความคมชัด เพราะกล้องไม่นิ่งต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วย

ดังนั้นการกำหนดขนาดหน้าเลนส์กับความเร็วชัตเตอร์จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ด้วย เช่นต้องการควบคุมระยะชัดให้ลึกหรือตื้นก็กำหนดได้จากการเปิดหน้าเลนส์ หรือต้องการภาพให้นิ่งหรือแสดงการเคลื่อนไหวก็กำหนดความเร็วของชัตเตอร์ได้
การถ่ายรูปบุคคลมักจะนิยมใช้ f/stop กว้าง ๆ เพื่อควบคุมฉากหลังไม่ให้รบกวนตัวแบบ
การถ่ายรูปกีฬามักจะนิยมใช้ Shutter สูง ๆ เพื่อหยุดความเคลื่อนไหว
แต่อย่างไรก็ตามการถ่ายภาพไม่ได้มีรูปแบบตายตัวอาจจะขึ้นอยู่กับแนวคิดของผู้ถ่าย อาจจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำและใช้แฟลชเพื่อหยุดความเคลื่อนไหว เพื่อสื่อให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของตัวแบบก็ทำได้

สุดท้ายผู้เขียนหวังว่าบทความตอนนี้จะทำให้มือใหม่สามารถเข้าใจหลักการการรับแสงได้บ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการถ่ายภาพในขั้นตอนต่อไป ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยให้ผู้อ่านมีความสามารถระดับมืออาชีพได้แต่ก็สามารถเข้าใจหลักการและใช้กล้อง DSLR ได้อย่างคล่องแคล่ว... พบกันใหม่ในตอนหน้าครับ...

21 ธ.ค. 2554

ถ่ายภาพเบื้องต้น: การรับแสงของกล้องถ่ายภาพ

การถ่ายภาพเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและสร้างความสุนทรีย์แก่ผู้ถ่ายเป็นอย่าง มาก แต่เชื่อหรือไม่หลาย ๆ คนกลับเครียดกับการถ่ายภาพ อย่างน้อยก็ตอนเริ่มต้น เพราะยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดีโดยเฉพาะเมื่อเริ่มใช้ DSLR

แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่เครียดอะไรมากนักเพราะการถ่ายภาพคือกิจกรรมหนึ่ง สำหรับบันทึกเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยสนใจด้วยว่าจะใช้กล้องอะไร ผู้คนจำพวกนี้มักจะเน้นความสามารถของกล้องเป็นหลัก

สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแล้วมักจะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ จึงมีหลายคนที่เสียค่าใช้จ่ายมากมายเพื่อได้ถ่ายภาพตามที่ตัวเองต้องการ แต่หลายคนก็มักจะพลาดหวัง ผิดหวังและล้มเลิกไปเสีย

สาเหตุก็เพราะถ่ายรูปแล้วไม่ได้ดังใจต้องการ หลายคนพลอยคิดไปว่าการถ่ายภาพจะได้ภาพดีต้องใช้อุปกรณ์ดี ๆ เท่านั้น ซึ่งก็ถูกเพียงส่วนหนึ่ง เพราะภาพสวย ๆ จะต้องประกอบด้วย อุปกรณ์+คน+สภาพแวดล้อม+องค์ประกอบ จะเห็นได้ว่ากล้องเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียว

แล้วจะทำอย่างไรถึงจะถ่ายภาพสวย... สำหรับผู้เขียนแล้วคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่า การถ่ายภาพคือการหยุดเวลา

ดังนั้นจึงควรศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ โดยเริ่มจากกล้องถ่ายรูปก่อนว่ามีหลักการทำงานอย่างไร

บทความนี้จะเริ่มต้นในเรื่องของแสงและการรับแสงของกล้องถ่ายภาพก่อน

แสงสำหรับการถ่ายภาพ
กล้องดิจิตอลกับกล้องฟิล์มมีหลักการทำงานเหมือนกัน ต่างกันตรงที่กล้องดิจิตอลใช้เซ็นเซอร์ในการรับแสงและจัดเก็บในรูปแบบ ดิจิตอลหรือตัวเลขค่าของแสงลงในไฟล์ภาพ ส่วนกล้องฟิล์มเก็บแสงไว้ในฟิล์ม ซึ่งเป็นแผ่นเซลลูลอยด์ไวต่อแสง หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการหยุดหรือคงสภาพของฟิล์มไม่ให้เปลี่ยนแปลงต่อ แสงในภายหลัง (การล้างฟิล์ม)

การรับแสงในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Exposure และแสงในธรรมชาติ (จากดวงอาทิตย์) นั้นจะเป็นแสงสีขาว (RGB) เมื่อตกกระทบรงควัตถุจะให้สีสะท้อนแยกสีเป็น CMY (C = Cyan - ฟ้า, M = Magenta - ม่วงแดง และ Y = Yellow - เหลือง)
แสงชนิด RGB เมื่อผ่านปริซึมแล้วจะเกิดหักเหของแสง (หลักการเดียวกับการเกิดรุ้ง)


ดังนั้นแสงที่ใช้ในการถ่ายภาพคือเป็นแสงจากแหล่งกำเนิดหรือแสงจากธรรมชาติ และแสงประดิษฐ์ ที่มนุษย์สร้างเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นแสงจากแหล่งกำเนิดทั้งสิ้น จึงเป็นแสงแบบ RGB ซึ่งตามหลักการแล้วจะเป็นแสงขาวเมื่อรวมกันแล้ว

แสงที่มองเห็นจะเป็นช่วงแคบ ๆ คือ แดง เขียว น้ำเงิน เท่านั้นหรือเหลือก็เป็นอัลตราไวโอเล็ต และอินฟาเรด


แต่บางครั้งแสงก็ไม่เป็นไปตามที่คาดคิดตามช่วงเวลาแทนที่จะขาวแต่ก็เปลี่ยน เป็นสีอื่นเจอปนเพราะสภาพสิ่งแวดล้อม กล้องในปัจจุบันจึงมีการแก้ไขความผิดพลาดของแสงขาวมาด้วยเรียกว่า White Balance ภาษาไทยก็แปลตรงตัวว่า สมดุลแสงขาว เพื่อกำหนดให้กล้องปรับการรับแสงเสียใหม่ให้ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติมากที่ สุด


กล้องรับแสงอย่างไร?
แสงที่มาจากแหล่งกำเนิดเมื่อกระทบกับวัตถุแล้วจะก่อให้เกิดการสะท้อนกลับ ซึ่งวัตถุต่าง ๆ จะมีคุณสมบัติการสะท้อนแสงมากน้อยต่างกัน ทำให้สายตาเรามองเห็นสีต่าง ๆ ตามการดูดซับและสะท้อนแสง เช่นวัตถุสีแดง จะมีการดูดแสงสีเขียวและน้ำเงินไว้แต่จะสะท้อนกลับสีแดงออกมา ซึ่งคุณสมบัติการสะท้อนมากน้อยของวัตถุทำให้เกิดสีแดงตามระดับและเรียกการ ไล่สีตามระดับนี้ว่า โทนสีหรือวรรณะสี ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Color tone และเราอาจจะได้ยินสีโทนแดง โทนเขียว และในแต่ละสีก็จะมีความมืดหรือสว่างมากน้อยตามเฉดสี (Shade) หากผู้อ่านเข้าใจเรื่อง Color, Tone และ Shade แล้วจะเข้าใจการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น

ในกล้องดิจิตอลก็จะมีเซ็นเซอร์รับแสงตามสี RGB เป็นตารางมีจำนวนมากน้อยตามคุณภาพของเซ็นเซอร์ที่รู้จักกันในยุคนี้คือ Pixel ซึ่งเป็นจุดรับแสงเหมือนในรูป




การควบคุมปริมาณแสงให้ตกกระทบเซ็นเซอร์ให้พอดีภาพจึงจะออกมาสวยงาม คำว่าสวยงามในการถ่ายภาพคือ ปริมาณที่เหมาะสมไม่มากไม่น้อย แต่ถ้ารับแสงมากเกินไปก็จะเรียกว่า Over Exposure ทำให้ภาพสว่างมากจนบริเวณสีขาวเสียรายละเอียดไป และถ้ารับแสงน้อยเกินไปก็เรียกว่า Under Exposure ทำให้ภาพมืด และมืดจนส่วนสีดำเสียรายละเอียด

แสงจากการตกกระทบวัตถุจะวิ่งผ่านเลนส์เข้าไปในกล้อง (แสงสะท้อน) และตกกระทบเซนเซอร์รับแสงซึ่งแต่ละเซลล์จะมีความไวแสงแยกเป็นสี RGB ภาพจะสวยหรือไม่สวยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเซ็นเซอร์ และคุณภาพของแสงที่ตกกระทบเลนส์



คุณภาพแสงจะดีมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับเลนส์ โดยเลนส์ก็มีหลากหลายและให้คุณภาพแตกต่างกันโดยราคาก็แตกต่างตามคุณภาพ

ชิ้นเลนส์จะเป็นตัวกำหนดแสงและความคลาดเคลื่อน การฟุ้งกระจายของแสง ซึ่งจะส่งผลต่อภาพทั้งสิ้น

การจะกำหนดปริมาณแสงได้เราต้องวัดแสงที่ตกกระทบมาเข้ากล้องก่อนเรียกว่า การวัดแสง (Light Metering) ซึ่งการวัดแสงนั้นจะขึ้นอยู่กับกล้องว่ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน (จะกล่าวถึงภายหลัง) สำหรับกล้องรุ่นใหม่ ๆ จะมีระบบวัดแสงอัติโนมัติ ซึ่งสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี แต่บางสภาพแวดล้อมอาจจะทำให้กล้องวัดแสงผิดพลาดได้ แต่อย่างไรก็ตามกล้องเหล่านั้นจะสามารถบังคับให้กล้องรับแสงมากหรือน้อยกว่า ปกติที่วัดได้ เรียกว่า ชดเชยแสง (Exposure Compensation)

ตัวอย่างภาพทั้ง 3 แบบ

Under Exposure

Correct Exposure

Over Exposure
ทั้งสามภาพตัวอย่างให้สังเกตสีดำบริเวณหัววัวไม้ ภาพแรกจะดำเข้มจนมองไม่ออก ภาพกลางจะมองออกว่าว่ามีคราบมีรอยเล็กน้อย ส่วนภาพที่สามสีดำกลายเป็นเทาดำไปเสีย

ในบทความนี้ผู้อ่านคงทราบแล้วว่ากล้องรับแสงอย่างไร และการรับแสงไม่ถูกต้องเป็นอย่างไร คราวหน้าจะมากล่าวถึงการกำหนดปริมาณการรับแสงของกล้องถ่ายรูป
-----------------------
บทความต่อเนื่อง
  1. การถ่ายภาพเบื้องต้น: รู้จัก ISO, Aperture และ Shutter
  2. การถ่ายภาพเบื้องต้น: ความสัมพันธ์ระหว่าง Aperture และ Shutter Speed 
  3. การถ่ายภาพเบื้องต้น: กฎ Sunny 16 
  4. การถ่ายภาพเบื้องต้น: รู้จัก DOF, Depth Of Field และ Hyperfocal distance
  5. การถ่ายภาพเบื้องต้น: การทำงานของกล้องถ่ายรูป