แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

21 พ.ย. 2557

จบหลังกล้องหรือหน้าคอมฯ

จำได้ว่าเริ่มจับกล้องถ่ายรูปแบบจริงๆ จังๆ ด้วย SLR ครั้งแรกเมื่อปี 2546 ด้วยกล้อง FM2n มือสองซื้อมาราคา 13,000 บาท ถือว่าได้ในราคาไม่ถูกนัก แต่สมัยนั้นกล้อง Manual ที่เป็นกลไกลที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว ถ่ายด้วยฟิล์มทั้งสี ขาวดำ และสไลด์ ตามประสามือใหม่หัดถ่าย

ยุคนั้นกล้องดิจิตอลยังเป็นเรื่องขบขัน ยังไงก็สู้ฟิล์มสไลด์ไม่ได้ แต่การนำเข้าคอมพิวเตอร์สมัยนั้นก็ยากพอควร ต้องสแกนรูปก่อน หรือจะให้ดีต้องสแกนฟิล์ม สแกนสไลด์ แล้วนำมาแสดงในเว็บบอร์ด

ต่อมาอีกสองปี กล้องดิจิตอลเริ่มเป็นที่นิยม ถ่ายแล้วนำไปใช้ในคอมพิวเตอร์ได้ทันที ผู้เขียนเองก็ซื้อ Kodak คอมแพคดิจิตอลมาใช้เหมือนกัน สนุกสนานกับการถ่ายภาพ และนำมาลงคอมพิวเตอร์พอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็น DSLR หรือ SLR ยังคงเป็นกล้องในใจของผู้เขียนและนักถ่ายภาพอีกหลายคนเสมอ

การถ่ายภาพในยุคแรกนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ ฝีมือในการวัดแสง การปรับโฟกัส และสุดท้ายฝากความหวังกับการล้างอัดภาพอีกครั้งหนึ่ง

ความคุ้นเคยของคนถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มจึงเป็นการถ่ายและจบในกระบวนการเดียว คิด ปรับแต่ง สร้างมุมมอง แล้วถ่าย จบแล้วจบเลย จะดีหรือไม่ก็ต้องรอลุ้นตอนไปล้างและอัด กระบวนการนี้คือ จบหลังกล้องของแท้ ที่หลายคนในปัจจุบันยังยึดติด ยึดมั่นถือมั่น และนำมาพูด แสดงความคิดเห็นต่อๆ กันมา และที่น่าขำคือ คนรุ่นใหม่ไม่เคยจับกล้องฟิล์มมาก่อนยังใช้คำว่า "จบหลังกล้อง" เพื่ออวดว่าตนมีฝีมือ ทั้งที่ปัจจุบัน คือ ยุคดิจิตอล เป็นยุคที่อำนาจอยู่หน้าจอ ไม่ใช่หลังกล้องอีกต่อไป...

ปัจจุบันกล้อง DSLR ทำได้ดีจนทำให้กล้องฟิล์มล้มหายตายจากวงการอย่างถาวร ความสามารถที่สูงขึ้น จนทำให้คนใช้สามารถถ่ายภาพดีๆ สวยๆ ออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ่ายแล้วกดดูภาพได้ทันที ไม่พอใจก็ลบทิ้งและถ่ายใหม่ มีโอกาสแก้ไขได้ตามต้องการ

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้และมีโอกาสในการถ่ายภาพได้อย่างใจคิดเสมอไป เพราะการถ่ายภาพ คือ เงื่อนไขของ แสง จังหวะ เวลา และโอกาส สิ่งเหล่านี้ต้องลงตัว ต้องพอดีในเวลา จังหวะที่เหมาะสม แต่การจัด แสง ให้เข้ากับ องค์ประกอบ ในจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม โดยมีเงื่อนไขเวลาที่จำกัดเข้ามาเป็นตัวแปรอีก ทำให้โอกาสการได้ภาพตามที่ต้องการยากมาก

ดังนั้นการแก้ไข ตกแต่งภาพจากคอมพิวเตอร์จึงเป็นทางเลือกที่จะนำมาแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าโปรแกรมเหล่านั้นจะมีสำหรับการแก้ไขภาพเท่านั้น ช่างภาพสามารถนำมาเพิ่มเติมปรับปรุง ภาพให้ดูดี โดดเด่นตามที่ตนเองต้องการได้

โปรแกรมที่ง่ายที่สุดอยากแนะนำ คือ Adobe Camera RAW เป็นโปรแกรมที่มาพร้อมกับ Photoshop ที่เรียบง่าย ใช้ง่ายได้ง่าย แต่หลังๆ ไม่ได้รับความสำคัญจาก Adobe สักเท่าใด เพราะถูกผลักดันให้ไปใช้ Adobe Light-room แทน

อย่างภาพที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ ภาพก่อนทำก็เป็นภาพที่ถ่ายธรรมดาทั่วไป แต่ดูจากภาพแล้ว เด็กที่อยู่ฉากหลังไม่ครบ ภาพที่ได้เด็กครบ เด็กน้อยที่อยู่ด้านหน้าก็แสดงสีหน้าไม่สวยงาม ครั้งจะให้ทั้งสองอยู่ในจังหวะพอดีก็ยากเหลือเกิน ตามรูปแบบการถ่ายภาพเด็ก ประกอบกับอยากได้ภาพเด็กในมุมมองคล้ายการจัดแสง ก็ต้องพึ่งพาการตกแต่งใน ACR นี่แหละ

วิธีการก็ปรับเพิ่มเงา (Shadow) และ สีดำ (Back) ให้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ฉากหลังเป็นสีดำได้ และมีเสื้อและสีอื่นๆ แทรกเข้ามา ก็ต้องปรับลดสี ใช้แปรงลบภาพส่วนเกินออก

สุดท้ายใช้ Oval เพื่อปรับภายนอกวงกลมให้มืดลงอีก และวางจุดศูนย์กลางไว้ตรงแก้มเด็ก พร้อมปรับวงรีให้เอียงตามทิศทางของแสง เพื่อเน้นทิศทางแสงมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ปรับใน ACR เท่านั้นไม่ได้ปรับต่อใน Photoshop เลย โปรแกรมนี้สามารถส่งออกเป็นไฟล์ JPG และปรับขนาดตามต้องการได้ หรือจะส่งต่อไปยัง Photoshop อีกทีเพื่อแต่งภาพเพิ่มเติมก็ได้

วิธีการปรับแต่งนี้เหมือนการปรับแต่งใน LR เพียงแต่หน้าจอง่ายๆ ไม่ซับซ้อน



จากตัวอย่างง่ายๆ นี้จะเห็นได้ว่า การปรับแต่งภาพให้เป็นไปตามความต้องการของเรา เป็นการสร้างรูปภาพที่มีความแตกต่าง โดดเด่นจากภาพธรรมดา มากยิ่งขึ้น สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าเป็นการสร้างโอกาสในการได้ภาพมากกว่า จึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้เขียนจะเลือกถ่ายภาพด้วย RAW ไฟล์ แล้วแต่งภาพ ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมภายหลัง เพราะมันทำได้อย่างที่เราต้องการ...

สำหรับตากล้องมือใหม่ ก่อนที่จะกล่าวว่า จบหลังกล้องดีกว่าจบหน้าคอมฯ นั้นก็ควรพิจารณาให้ดี และเปิดใจให้กว้าง จริงอยู่การวัดแสงปรับแสง ปรับอุปกรณ์ให้ดี จัดองค์ประกอบ ถ่ายภาพให้ดีแต่แรกนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าได้การปรับแต่งในคอมพิวเตอร์ช่วยอีกแรงหนึ่ง ก็คงเหมือน เสือติดปีก ที่ทำให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดนั่นเอง...

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนเลือกจบหน้าคอมฯ มากกว่าจะจบหลังกล้องเพียงอย่างเดียว...  สวัสดีครับ


ตัวอย่างด้านล่างนี้ จบหน้าคอมฯ ทุกภาพครับ...





6 มี.ค. 2555

ลองสร้างภาพสีจากภาพขาวดำ

ภาพนี้ผู้เขียนเห็นตั้งแต่ศึกษาเรื่องสี RGB แรก ๆ นานหลายเดือนก่อนแล้ว แต่ไม่มีเวลาอธิบายเลยค้างไว้นาน ตอนนี้กลับมาอธิบายวิธีการและหลักการก่อนแล้วกันนะครับ

ก่อนอื่นให้ไปดาวน์โหลดภาพจาก วิกิพิเดีย ได้ที่ http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/e3/Rgb-compose-Alim_Khan.jpg และขอบคุณน้าไปรท์ที่เป็นคนชี้แนะเรื่องเรียงสีและวิธีรวมเลเยอร์อีกครั้งหนึ่งนะครับ



3 ก.พ. 2555

วัดแสงกันตรงไหน... อย่างไร

(บทความยังไม่สมบูรณ์ขาดข้อมูลเพิ่มเติมและรูปภาพประกอบจะมาเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง)
แรก ๆ ใช้กล้อง FM2N ตอนไปซื้อเจ้าของร้านบอกว่า น้องเล็งไปที่แบบที่เราจะถ่าย กดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ปรับค่า f และ s ให้แสงในช่องมันตรงขีด 0 แล้วก็กดถ่ายได้เลย ถ้าใช้แฟลชก็ตั้งความเร็วไปที่ 1/125s เปิด f/5.6 ใช้ฟิล์ม ISO 400 ถ่ายได้เลย...

ม้วนแรกใช้ ISO 400 ก่อนประเดิมเพราะกลัวว่าถ่ายในที่ร่มแล้วแสงจะไม่พอ ถ่ายไปอยากให้หมดเร็ว ๆ จะได้ไปอัดรูป คิดว่า 36 ภาพเบลอ ๆ มืด ๆ สว่าง ๆ ต้องมาแน่ ๆ ขอให้ได้ภาพดี ๆ สัก 20 ก็โอเคแล้ว

อัดภาพออกมาได้ 37 ภาพใช้ได้หมด โห... ดีใจสุด ๆ นี่ม้วนแรก ถ่าย SLR ครั้งแรก กล้องมือสองไม่รู้ว่าจะเสียหรือเปล่า... กำลังใจมาเต็มเปี่ยม

ต่อมาก็ซื้อหนังสือเรื่องการถ่ายภาพ ใคร ๆ ก็คุยกันเรื่องวัดแสง ๆ ๆ ๆ ใช้ระบบเฉพาะจุด บ้างเฉลี่ยหนักกลาง เฉลี่ยทั้งภาพ เมทริกซ์ Patient บ้าง ไม่ค่อยเข้าใจก็เก็บเล็กผสมน้อยไป แต่กล้องของเรามีเฉลี่ยหนักกลางเพียงอย่างเดียว การวัดแสงตอนนั้นก็ไม่มาก ให้ตรงเลข 0 ให้มากที่สุด + บ้าง - บ้าง ก็ปน ๆ กันไป แต่อัดภาพดีเกือบหมด (ที่ไหนได้ร้านเพิ่มแสงลดแสงให้ตอนอัด)

พอมาใช้ Digital SLRs แล้วก็เริ่มสนุกกับการวัดแสง เพราะใช้ EOS-400D ก็มีระบบวัดแสงให้ตั้ง 3 แบบ ก็มากกว่า FM2N ก็แล้วกัน แต่พอมาเจอ 50D การวัดแสงดีกว่ามากกว่า 400D ก็ยิ่งสนุกไปกันใหญ่

ใช้กล้องดิจิตอลครั้งแรกถ่ายจนกล้อง 400D พังเข้าโรงซ่อมไปสองสามรอบ การถ่ายภาพยังไม่มีการพิถีพิถันอะไรมากนัก วัดแสงหยาบ ๆ มากน้อยเดี๋ยวปรับในคอมฯ อีกที องค์ประกอบพอได้ ถ้าไม่ดีก็ตัดในคอมฯ อีกที กลายเป็นว่าถ่ายรูปแล้วถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์มันใช้ไม่ได้เลย ไม่มีสักภาพเลยที่ถ่ายแล้วไปส่งอัดภาพทันทีได้ ทำให้เริ่มคิดว่ากล้องมันดีขึ้นแต่เราแย่ลงหรือเปล่า

ในที่สุดก็เริ่มมาศึกษาอย่างจริงจังเรื่อง สี แสง-เงา และองค์ประกอบของภาพ โดยเริ่มจากการจัดองค์ประกอบและการวัดแสงก่อนอันดับแรก


หลายคนบอกว่าไม่จำเป็นต้องละเอียดอ่อนขนาดนั้นวัดหยาบ ๆ แล้วก็ไปแต่งในคอมพิวเตอร์อยู่ดี ยุคนี้ยุคดิจิตอลแล้ว ก็ไม่เถียงนะครับ แต่ก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว ลองคิดดูว่าถ่ายภาพมาสัก 300 ภาพ มานั่งคัดภาพเหลือ 200 ภาพ ที่องค์ประกอบใช้ได้ อีก 100 ภาพต้องครอปและหมุนนิดหน่อย และ 300 ภาพต้องมานั่งปรับแสง ลดแสง ทำ Unsharp Marks อีกเพื่อช่วยแก้ไขภาพที่โฟกัสไม่ชัดอีกสัก 3-40 ภาพ ต้องลบบางส่วนที่เกิน ๆ ออกอีกสัก 2-30 ภาพ

คิด ๆ แล้วอยากเลิกถ่ายภาพครับ ถ่ายภาพวันหนึ่งเสียเวลาแต่งภาพอีก สองวัน รวมเป็นสามวันกว่าจะอัดรูปหรือเขียนลงแผ่นส่งให้เจ้าภาพ (อันนี้คุยเฉพาะงานบันทึกเหตุการณ์เช่นงานทำบุญเล็กน้อยนะครับ ถ้าเป็นงานแต่งคงต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ และเป็นการถ่ายภาพการกุศลเหมือนผู้เขียนไม่ใช่มือโปรที่รับเงินรับทองเป็นอาชีพ)

เดี๋ยวนี้ผู้เขียนเองถ่ายภาพแล้วสามารถเลือกรูปส่งให้เกือบจะทันที เพราะอะไรนะหรือ

เพราะหัดวัดแสง จัดองค์ประกอบ สื่อเรื่องราวตั้งแต่แรกก่อนกดชัตเตอร์ และเมื่อกดแล้วรีบเปิดดูและไม่ชัดหรือเสียไม่ลังเลที่จะลบทิ้งแล้วถ่ายใหม่

วัดแสงกันอย่างไร?
เป็นคำถามสำหรับมือใหม่ที่ถามกันเยอะมากว่าจะวัดแสงจากกล้องอย่างไร
ก่อนที่จะตอบวิธีการวัดลองมาทำความเข้าใจหลักการการวัดแสงของกล้องก่อนว่าเป็นอย่างไร

กล้องจะรับรู้แสงแล้วแปลงเป็นสีเทากลาง 18%

คำถามที่ตามมาทำไมต้องเป็นสีเทากลาง 18% จะ 20 30 ได้หรือไม่ คำตอบคือ การวัดแสงวัดจากแสงสะท้อน ซึ่งนักวิจัยก่อนที่จะผลิตระบบวัดแสงเขาวิเคราะห์แล้วว่าการสะท้อนแสงของวัตถุจะมีวัตถุที่สะท้อนแสงออกมาได้ 18% (หรือใกล้เคียง) อยู่มากมาย ซึ่งเราสามารถนำมาเป็นแหล่งอ้างอิงในการวัดแสงได้

ก่อนที่จะลงลึกเรื่องวัดแสงแบบไหนเป็นอย่างไร ก็ต้องรู้ก่อนว่ากล้องอ่านค่าแสงแล้วปรับอย่างไร

กล้องจะเปิดรับแสงตามที่กำหนดโดยเลนส์ ความเร็วชัตเตอร์ ความไวแสง มาคำนวน โดยปรับให้เทียบกับค่าสีเทากลาง 18% โดยกล้องจะมองค่าแสง ไม่ได้มองสี ไม่ว่าสีแดง เหลือง น้ำเงิน จะมีค่าสะท้อนแสงในรูปแบบของตัวมันเอง เมื่อเทียบแสงให้เป็นสีเทาแล้วกล้องจะเทียบว่าแสงที่รับเป็นสีเทากลางหรือยัง ถ้าน้อยกว่าก็แสงผลให้เรารู้ว่าแสงไม่พอ เราก็ปรับเพิ่มด้วยการเปิดหน้าเลนส์ให้กว้างขึ้น หรือเพิ่มความไวแสง หรือลดความเร็วชัตเตอร์ลง ทำให้แสงเข้าไปพอดี

แต่ถ้าแสงเข้ามากไปคือมากกว่าสีเทากลายเป็นสีขาว กล้องก็แสดงให้เรารู้ว่าแสงมากภาพจะสว่างเกินเราต้องปรับลดให้แสงเข้าน้อย คือ เปิดหน้าเลนส์ให้แคบกว่าเก่า หรือเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ให้มากขึ้น หรือลดความไวแสงลง แสงก็จะเข้ามาพอดี

มีคำถามตามมาอีกว่าแล้วแสงที่ว่าพอดี มันพอดีจริงหรือ?
กล้องถ่ายรูปเป็นอุปกรณ์ไม่มีศักยภาพในการคิดเทียบเท่ากับคนเราได้ เมื่อเทียบเคียงโดยการคำนวณ ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ จากรูปแบบการวัดแสงรูปแบบหนึ่งจะไม่สามารถใช้กับการถ่ายรูปแบบทุกชนิด จึงต้องเรียนรู้ว่าจะใช้การวัดแสงแบบไหนกับการถ่ายรูปแบบไหน เช่น หากเราถ่ายรูปหวานใจอยู่ริมชายหาดโดยหันหลังให้ทะเลเพื่อเก็บบรรยากาศ วัดแสงแล้วกล้องบอกว่าพอดี แต่ถ่ายภาพแล้วนางแบบกลับหน้าดำมองไม่เห็นอะไรเลย นางแบบเลยพาลหาว่าเราถ่ายรูปไม่เป็น (จริง ๆ ก็ไม่เป็นนั่นแหละ) ทั้ง ๆ ที่กล้องบอกว่าแสงพอดีอยู่ขีดเลข 0 แล้ว

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกล้องถูกหลอกให้วัดแสงเพี้ยนเพราะกล้องจะเอาค่าแสงทั้งหมดมาคำนวน แต่ไม่ได้มองที่หน้านางแบบเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเลือกวัดแสงต้องรู้อีกว่าจะใช้อะไรกับสถานการณ์ไหน

เหตุการณ์เดียวกันหากเลือกวัดแสงให้พอดีหน้านางแบบชัดแสงพอดี เห็นรายละเอียด แต่ท้องฟ้ากับทะเลดูแทบไม่ออกเพราะขาวโพลนไปหมดก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

และลองเข้าไปดูตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ก็เป็นที่ถกเถียงกันอีกว่า หากในรูปไม่มีอะไรเป็นสีเทากลางให้วัดแสงได้เลยจะวัดที่มืดหรือที่สว่าง (วัดที่สีดำหรือสีขาวดี) คำตอบที่ได้ก็มีทั้งขาวและดำ เถียงกันอุตลุด

สรุปแล้วก็วัดได้ทั้งสองสีนั่นแหละครับ หากรู้ว่าวัดแล้วต้องชดเชยแสงขนาดไหน สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ครับ

ทีนี้ลองแบบง่าย ๆ สำหรับการวัดแสง
เลือกการวัดแสงสักรูปแบบหนึ่ง เอาเป็นว่าวัดแบบ Partient  (Nikon ไปเทียบเอาเองนะ) เป็นการวัดแสงประมาณ 8-9% ตรงกลางภาพก็วง ๆ ตรงกลางนั่นแหละ จะเป็นจุดวัด ชี้ไปทางไหน กดมิเตอร์ลงครึ่งหนึ่งก็จะเห็นว่าระดับขีดมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะมันเอาค่าแสงเฉพาะที่ตรงกลางบริเวณประมาณ 8-9% มาคำนวนและบอกค่าแสงเรา

แต่เราจะวัดตรงไหน ก็วัดตรงที่เป็นสีเทากลางนั่นแหละ แล้วถ้าไม่มีล่ะ ก็หาเอา ถ้าไม่ได้ก็สว่างหรือมืดก็เลือกเอาตามใจ...

ถ้าวัดจากสีเทากลาง หรือ สีเขียวที่ไม่สว่างก็ตรงขีดกลางหรือเลข 0 ถือว่าพอดี แต่ถ้าสิ่งที่เราวัดเป็นสีดำ ก็ต้องชดเชยแสงมาทางลบหรือปรับอันเตอร์ 1-2 stop คือกล้องมันจะปรับให้สีดำเป็นสีเทา เราต้องลดการรับแสงลงให้กล้องจับภาพเป็นสีดำ

กลับกันถ้าวัดส่วนที่เป็นสีขาว กล้องก็มองสีขาวเป็นสีเทา ทำให้ภาพนั้นสีออกมาเทาๆ หรือช่างภาพเรียกว่า ตุ่นๆ เราต้องบอกให้กล้องเพิ่มการรับแสงเข้าไปอีก 1-2 stop สีขาวก็จะขาวขึ้นมา

แค่นี้แหละหลักการการวัดแสง แต่ต้องเลือกโหมดและเข้าใจก่อนว่ากล้องใช้การวัดแบบไหน...

27 ม.ค. 2555

การถ่ายรูปเบื้องต้น: แสง-สี กับการถ่ายรูป

หลักการถ่ายรูปเราทราบกันดีแล้วว่าเป็นการบันทึกค่าของ แสงและสี ที่ตกกระทบเซ็นเซอร์ (สมัยก่อนก็ตกกระทบกับฟิล์มถ่ายรูป) โดยเซ็นเซอร์จะเก็บค่าของสี 3 สีคือ RGB (แดง เขียว น้ำเงิน) ส่วนแสงนั้นก็เกิดจากการผสมของสีทั้งสาม มีค่าหนักเบา (Value) ต่าง ๆ กันทำให้เกิดความเข้มของแสง

บทความก่อนทำให้เราทราบว่าสายตามนุษย์มีการรับรู้เรื่องของสีและความเข้มแสงแยกออกจากกัน ทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะแสง-เงาและสีได้ดีกว่ากล้องเป็นไหนๆ

แสงที่ใช้ในการถ่ายรูปมีสองแบบคือ แสงธรรมชาติ และแสงประดิษฐ์ (โดยเลียนแบบแสงธรรมชาติ) แสงธรรมชาติก็มาจากแหล่งกำเนิดที่ใหญ่ที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ โดยแต่ละวันก็จะเปลี่ยนแปลง แตกต่างกันไป ตามการหมุนเวียนและฝุ่นละออง เมฆฝนตามผิวโลก

การถ่ายรูปแต่ละครั้งผู้ถ่ายต้องอาศัยแสงตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งโอกาสในการถ่ายรูปด้วยแสงธรรมชาติก็ไม่สามารถพบเห็นบ่อย ๆ มนุษย์จึงต้องอาศัยแสงประดิษฐ์เพื่อส่องสว่างแทน แสงที่ได้ก็แตกต่างกันไป ผู้ถ่ายจำต้องเรียนรู้ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าแสงแต่ละแบบมีผลต่อภาพถ่ายอย่างไร

19 ม.ค. 2555

จิตวิญญานของการถ่ายรูป

ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า ภาพถ่าย ถือว่าเป็นศิลปะประเภทไหน เป็นวิจิตรศิลป์ (Fine Art) หรือประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) แต่ถ้าหากเข้าใจในเรื่องศิลปะแล้วเราสามารถแยกแยะว่ารูปไหนเข้าข่ายวิจิตรศิลป์ และรูปไหนเป็นประยุกต์ศิลปะ แล้วก็มีบางภาพเป็นขยะไปเลยทีเดียว ไม่สามารถจัดเป็นศิลปะได้

การถ่ายภาพในยุคดิจิตอลเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย มีโปรแกรมหลากหลายช่วยในการถ่ายภาพ ตกแต่งภาพทำให้ดูดี เพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ ความหลากหลายนั้นก็ทำให้ดูเหมือนคุณค่าของภาพถ่ายลดลง โดยที่จริงแล้วศิลปะการถ่ายภาพก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

คนที่ผ่านการถ่ายรูปด้วยกล้อง D-SLRs มาบ้างแล้วจะรู้ว่าการถ่ายภาพไม่ใช่สิ่งที่ง่าย หากต้องการถ่ายภาพให้สวยงาม ต้องใช้ความคิดตลอดเวลาก่อนที่จะกดถ่ายภาพเท่านั้นถึงจะได้ภาพสวย ๆ แต่หากถ่ายสักแต่ว่าถ่ายไม่คิดอะไรเลยกล้องราคาเรือนแสนก็ไม่ต่างจากกล้องมือถือหรือกล้องราคาหลักพัน

องค์ประกอบภาพ แสง เงา สีสัน เป็นส่วนประกอบหลักที่ทำให้ภาพออกมาดูดีเป็นเอกลักษณ์ ภาพบางภาพหากถ่ายในวันเวลาต่างกันย่อมได้ผลลัพธ์ต่างอย่างเห็นชัด

15 ม.ค. 2555

สายตารับรู้แสงและสีอย่างไร

ตั้งชื่อบทความดูเหมือนจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์เสียอย่างนั้น อย่าพึ่งเข้าใจผิดคิดว่าบล็อกนี้เปลี่ยนไปนะครับ แต่เนื่องจากการถ่ายภาพนั้นเป็นเรื่องของ สี แสง เงา และองค์ประกอบ ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับสีและแสงเงานั้นเราต้องรู้จักเสียก่อนว่าดวงตามนุษย์นั้นสามารถมองเห็นสีได้อย่างไร

ดวงตาของมนุษย์นั้นเปรียบเหมือนกับเลนส์ของกล้องแต่มีคุณสมบัติพิเศษมากมายเกินกว่าที่เทคโนโลยีในสมัยปัจจุบันจะจำลองออกมาได้ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของระบบร่างกายทำให้มนุษย์มีความสามารถและศักยภาพในการมองเห็น การคิด การเชื่อมโยงต่อไปอย่างไม่รู้จบ

ดวงตาของเราจะมีรวมเอาเลนส์และเซ็นเซอร์มาอยู่ด้วยกันที่เดียวกัน โดย


ที่ผนังดวงตา (Retina) จะมีเซลล์รับแสงและสีอยู่ด้วย เรียกว่า Rods และ Cones โดย Rods จะทำหน้าที่รับรู้ความเข้มของแสง มีจำนวนประมาณ 120 ล้านเซลล์ ส่วน Cones จะทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับสีมีจำนวนประมาณ 7 ล้านเซลล์ เซ็นเซอร์แสงในดวงตามนุษย์จะมีมากถ้าประมาณเทียบเคียงแบบหยาบ ๆ ก็ 120 MP ทำให้สายตามมนุษย์สามารถแยกแยะระดับการรับแสงได้ดีกว่ามาก โดยเราจะมองเห็นส่วนที่อยู่ในเงามืดได้ดีกว่ากล้องมาก และคุณสมบัตินี้เองที่ทำให้เวลาถ่ายรูปออกมายังไงก็ไม่เหมือนกับที่เราเห็นด้วยสายตา ส่วนเซ็นเซอร์รับสีก็ประมาณ 7 MP เทียบเคียงกับกล้องก็ถือว่าระดับที่ดี และเราจะสามารถแยกแยะความชัดเจนของสีได้ดี แต่สู้การรับรู้ทางความเข้มของแสงไม่ได้ (สำหรับกล้องถ่ายรูปที่เทียบเคียงกับ Rods ได้ก็คือ ISO ที่ทำให้เซ็นเซอร์รับความสว่างของแสงมากหรือน้อย)

สังเกตง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือหากเราอยู่ในช่วงเวลากลางคืนเราจะสามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี และม่านตาคนเราจะเปิดกว้างมากกว่าเลนส์กล้อง (แต่เคยอ่านเจอที่ไหนไม่รู้ว่าดวงตามนุษย์จะมีค่า f ต่ำกว่า 1 หากพบจะนำมาแก้ไขอีกที) แต่ไปอ่านเจอในเว็บนี้ http://www.photosig.com/articles/585/article เขาบอกว่าสายตามนุษย์มีค่า f/2.1 ในที่มืด และ f/8.3 ในที่สว่าง นี่แหละครับเลนส์ทั่ว ๆ ไปจะชัดใน f/8 นะครับ (ไม่รู้จะเกี่ยวกับหรือว่าบังเอิญเหมือน)



สำหรับ Cones ที่อยู่ใน Retina จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับเซ็นเซอร์ของกล้อง (กล้องจำลองไปจากดวงตามนุษย์) มีเซลล์ไวต่อสี RGB กระจายตัวเหมือนในรูป


จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นก็พอทราบแล้วว่าสายตาเราสามารถรับรู้แสงและสีอย่างไร และแสงที่เราเห็นจากธรรมชาตินั้นเป็นแสงสีขาวมาจากแหล่งกำเนิดคือดวงอาทิตย์ เมื่อตกกระทบกับวัตถุต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงแต่ละสีออกมาทำให้เราเห็นเป็นสีต่าง ๆ เช่น
  • วัตถุสีแดง จะดูดสีเขียว และน้ำเงินไว้ แล้วสะท้อนเฉพาะสีแดงออกมา
  • วัตถุสีขาว จะสะท้อนทุกสีออกมาเท่า ๆ กันทำให้แสงเป็นแสงขาวเหมือนเดิม
  • วัตถุสีดำ จะดูดแสงทุกสีไว้ไม่สะท้อนออกมาก
แต่หากสังเกตอีกนิดจะพบว่าวัตถุสีดำดูดแสงไว้ก็ตาม แต่สายตามนุษย์จะสามารถมองเห็นได้โดยใช้คุณสมบัติการรับรู้ความเข้มของแสงมาช่วย ทำให้เราทราบระดับสีดำที่เข้มหรือสว่างได้ดีกว่ากล้องถ่ายภาพ

ไม่รู้ว่าจะพาผู้อ่านเข้าป่ารกชัฎหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลองค่อย ๆ ทำความเข้าใจและหากพบว่าผิดพลาดหรือบกพร่องประการใดรบกวนช่วยแนะนำเพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์เพิ่มขึ้นนะครับ... สวัสดีครับ

11 ม.ค. 2555

ก่อนถ่ายรูปควรคิดก่อนว่าจะสื่ออะไร...

ช่วงนี้ได้ทบทวนเรื่องศิลปะอย่างต่อเนื่อง พยายามค้นหาประเภทของการถ่ายภาพ เพื่อจัดหมวดหมู่ตามประเภทของศิลปะ ก็ยังงง ๆ เพราะหลายสำนักต่างก็มีความคิดเห็นต่างกันไป บ้างก็ว่าเป็นพาณิชย์ศิลป์ บ้างก็บอกว่าเป็นทัศนศิลป์ บ้างก็บอกว่าเป็นแค่การบันทึกเหตุการณ์หาใช่ศิลปะ แต่อย่างหลังนี่ก็หมิ่นเหม่ หากใช้กับภาพท่องเที่ยวทั่วไปคงจะระบุได้ แต่สำหรับหลาย ๆ ภาพของหลาย ๆ คนถ่ายออกมาแล้วเป็นเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์นั่นก็เข้าหลักเกณฑ์งานศิลปะอีกนั่นแหละ และปัจจุบันนี้ในแวดวงศิลปินจะมีรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขาภาพถ่าย ซึ่งก็เป็นการยอมรับว่าการถ่ายภาพเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง และคาดว่าในอนาคตน่าจะเป็นศิลปะที่น่าสนใจสาขาหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับบทความฉบับนี้ผู้เขียนเพียงได้ข้อคิดและแนวทางที่สะสมมาจากการฟัง การอ่าน และต่อเติมเสริมแต่งความคิด (เอาความคิดของคนอื่นมากลั่นกรองใหม่ให้เหมาะสมกับตัวเอง) เพื่อนำมาใช้ก่อนที่จะถ่ายภาพ โดยผู้เขียนจะแยกงานถ่ายภาพออกมาเป็นสองแบบคือ ถ่ายเก็บเหตุการณ์ กับการถ่ายเพื่อสื่อสาร

ความเป็นเอกภาพ (Unity)

ในทฤษฎีศิลปะเรื่องการจัดองค์ประกอบยังมีเรื่องของ ความเป็นเอกภาพ หรือ Unity ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการจัดแสดงเนื้อหาของศิลปะ ความเป็นเอกภาพคือการจัดสรรให้สิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฎให้ลงตัวตามความรู้สึกและสื่อออกมาตามอารมณ์ของผู้นำเสนอ

ความเป็นเอกภาพไม่ได้หมายความต้องต้องเหมือนกันเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมีความขัดแย้ง หรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันก็ได้ แต่ในเมื่อมีความขัดแย้งของวัตถุที่นำเสนอศิลปินต้องจัดให้มีการประสานไม่ว่าจะเชื่อมโยงโดยใช้ สี เส้น แสง เงา เพื่อเป็นตัวเชื่อให้ความขัดแย้งนั้นดูมีจังหวะและลีลา

ความเป็นเอกภาพนี้ยังทำให้เนื้อหาที่ต้องการสื่อเป็นเรื่องราวเดียวกัน และไม่แตกแยกเรื่องราวออกไป ถึงแม้จะมีความหมายร้อยพัน แต่ก็เป็นเอกภาพเดียวกัน

หลัก ๆ แล้วเอกภาพแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
  1. เอกภาพการแสดงออก - เป็นความลงตัวของเนื้อหาที่ศิลปินต้องการสื่อ
  2. เอกภาพด้านรูปทรง - เป็นความลงตัวของ เส้น แสง เงา รูปร่างในงานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

9 ม.ค. 2555

ส่วนประกอบของศิลปะ

บทความนี้จะกล่าวถึงพื้นฐานเกี่ยวกับส่วนประกอบของศิลปะ ซึ่งเป็นขั้นมูลฐาน (The Element of Art) ผู้สนใจการถ่ายภาพควรรู้จักเป็นเบื้องต้นเสียก่อน และควรทำความเข้าใจให้เป็นหลักการที่อยู่ในใจ และซึมซับไปถึงอารมณ์ของตน ไม่ใช่เรียนรู้เพียงเป็นทฤษฎีแล้วนำไปกล่าวอ้างกับคนอื่นเพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่ารู้จัก เพราะคำว่ารู้จักนั้นควรเกิดจากการรับรู้ที่ลึกซึ้งหรือเรียกว่า พุทธิปัญญา (Cognition) และบทความก่อนหน้าเราเข้าใจถึงคำว่า ศิลปะ พอเป็นปฐมบทแล้วต่อไปนี้จะกล่าวถึงส่วนประกอบของศิลปะตามแบบฉบับคนนอกวงการศิลป์ บทความนี้จะเรียกองค์รวมของศิลปะว่า ส่วนประกอบ จะได้ไม่สับสนกับคำว่า องค์ประกอบของภาพ

ส่วนประกอบของศิลปะ (The Element of Art)
หากสังเกตงานศิลป์ที่มีอยู่ทุกวันนี้จะประกอบไปด้วย เส้น (Line) รูปร่าง (Shape) ลักษณะ (Form) ช่องว่าง (Space) พื้นผิว (Texture) สี (Color) คุณค่า (Value)

8 ม.ค. 2555

รู้จักศิลปะ

บล็อกนี้ขอพักเกี่ยวกับการถ่ายรูปเบื้องต้นมาคุยเรื่องศิลปะกับการถ่าย ภาพกันสักนิด... และออกตัวก่อนว่าผู้เขียนไม่ได้เชี่ยวชาญด้านศิลปะชนิดหาตัวจับยาก แต่อาศัยประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิด ความอ่อนไหวตามธรรมชาติมากล่าวถึงศิลปะ เรียกได้ว่า มุมมองศิลปะจากบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงศิลปินชั้นแนวหน้า

ศิลปะ... หมายถึงอะไร?
ศิลปิน... หมายถึงใคร?

(สืบ เนื่องจากไปแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งแล้วมีข้อคิดที่ขัดแย้งซึ่ง ยังเป็นมุมมองที่มองเพียงเหตุเดียว - เอกังสวาท, จึงเป็นที่มาของบทความนี้เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของศิลปะและการถ่าย ภาพ สำหรับมือใหม่ที่จะเริ่มต้นเรียนรู้การถ่ายภาพเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิด)

เมื่อย้อนไปสมัยก่อนพุทธกาลในยุคที่ยังไม่มีศาสนา มนุษย์มีความเชื่อเรื่องความลึกลับจะดลบันดาลให้เกิดเหตุ เภทภัยต่าง ๆ จึงพากันหาทางออกเพื่อให้พ้นจากภยันตราย หนึ่งในนั้นก็คือการบูชาสิ่งรี้ลับ ตามความเชื่อ และภูมิความรู้ในชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง